ไม่ใช่รถพระที่นั่ง! เปิดชื่อเจ้าของ "รถยนต์คันแรกในไทย" ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าคือใคร?

รถยนต์คันแรกในประเทศไทยเป็นของใคร? เปิดหลักฐาน 2 สาย ก่อนรถพระที่นั่ง “แก้วจักรพรรดิ” จะเปลี่ยนสยาม
ก่อนจะมีถนนลาดยางและใบขับขี่: ใครคือผู้ริเริ่มนำ “รถยนต์คันแรก” เข้ามาเหยียบแผ่นดินสยาม?
หากถามว่า “รถยนต์คันแรกในประเทศไทยเป็นของใคร?” คำตอบไม่ได้มีชื่อเดียวแบบที่หลายคนเข้าใจ เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์พูดถึงรถยุคแรกของสยามอยู่ 2 เรื่องที่มักถูกนำมาปะปนกัน เรื่องแรกคือรถรูปร่างคล้ายรถบดถนนที่ต่อมาตกเป็นของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ส่วนอีกเรื่องคือรถยนต์ที่ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงสั่งจากยุโรป ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 และกลายเป็นจุดสำคัญของประวัติศาสตร์รถยนต์พระที่นั่งในสยาม.
เมื่อนำหลักฐานแต่ละชุดมาเรียงตามเรื่อง จะพบว่า คำว่า “รถคันแรกในสยาม” “รถคันแรกที่คนไทยนำเข้า” และ “รถยนต์พระที่นั่งคันแรก” ไม่ได้หมายถึงรถคันเดียวกันทั้งหมด การแยกสามคำนี้ออกจากกันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรื่องรถยนต์ยุคแรกของไทยชัดเจนขึ้น และไม่ทำให้รถพระที่นั่ง “แก้วจักรพรรดิ” ถูกเข้าใจว่าเป็นรถยนต์คันแรกที่เคยเหยียบแผ่นดินสยาม
รถคันแรกในสยาม อาจมาก่อนรถพระที่นั่งหลายปี
ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ซึ่งอ้างถึงข้อความใน สาส์นสมเด็จ ระบุว่า รถยนต์คันแรกที่เข้ามาในกรุงสยาม ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นยี่ห้ออะไร หรือใครเป็นผู้นำเข้ามาแต่แรก แต่มีข้อสันนิษฐานว่าชาวต่างชาติเป็นผู้นำรถเข้ามา ก่อนที่รถจะถูกขายต่อให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี.
หลักฐานดังกล่าวบรรยายรถคันนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า รูปร่างคล้ายรถบดถนน ใช้ล้อยางตัน มีหลังคาเป็นปะรำและที่นั่งสองแถว ใช้น้ำมันปิโตรเลียม ส่วนไฟหน้ามีลักษณะคล้ายเตาฟู่ เรียกได้ว่าหน้าตาห่างไกลจากรถเก๋งที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันอย่างมาก.
รถวิ่งได้ แต่ติดปัญหาใหญ่เมื่อเจอ “สะพานกรุงเทพฯ” ยุคนั้น
ความน่าสนใจของรถยุคบุกเบิกไม่ได้อยู่แค่รูปร่าง เพราะสมรรถนะของรถยังไม่เหมาะกับสภาพถนนในกรุงเทพฯ เวลานั้น มีบันทึกว่ารถวิ่งบนพื้นราบได้ แต่เมื่อเจอสะพานข้ามคลองที่มีความลาดชันสูง เครื่องยนต์กลับมีกำลังไม่พอที่จะขึ้นสะพานได้สะดวก.
นี่สะท้อนสภาพกรุงเทพฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ดี เมืองยังเต็มไปด้วยคลองและสะพาน ขณะที่รถยนต์เป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งถูกออกแบบมาจากสภาพแวดล้อมอีกแบบหนึ่ง รถคันแรก ๆ จึงไม่ได้เข้ามาแล้วใช้งานได้อย่างราบรื่นทันที แต่ต้องเผชิญข้อจำกัดของทั้งตัวรถและโครงสร้างเมือง
แล้วเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเกี่ยวข้องอย่างไร?
ชื่อของ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี หรือ เจิม แสง-ชูโต จึงถูกผูกกับคำว่า “รถยนต์คันแรกของไทย” มายาวนาน เพราะท่านเป็นผู้ครอบครองรถยุคแรกที่มีการกล่าวถึงในหลักฐาน และแหล่งข้อมูลหลายแห่งก็เรียกท่านว่าเป็นผู้นำรถยนต์เข้ามาเป็นคนแรก.
แต่เมื่ออ่านรายละเอียดจาก สาส์นสมเด็จ จะพบความละเอียดอีกชั้นหนึ่ง คือมีข้อสันนิษฐานว่า อาจมีชาวต่างชาตินำรถเข้ามาก่อน แล้วจึงขายให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ดังนั้น หากจะเขียนอย่างรัดกุม การเรียกท่านว่า “เจ้าของรถยนต์ยุคแรกที่มีบันทึกกล่าวถึง” จะปลอดภัยกว่าการยืนยันว่าเป็นผู้นำเข้ารถคันแรกด้วยตัวเองอย่างแน่นอน.
น้องชายเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี อาจเป็นคนไทยคนแรกที่ขับรถ
ปัญหาอีกอย่างของการมีรถในสมัยนั้นคือ แทบไม่มีคนไทยรู้วิธีขับหรือควบคุมเครื่องยนต์ แหล่งข้อมูลที่ถ่ายทอดจาก สาส์นสมเด็จ กล่าวถึง พระยาอานุทูตวาที หรือ เข็ม แสง-ชูโต น้องชายของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเคยไปทำงานในอังกฤษและมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์กลไก จึงได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นคนไทยยุคแรกที่สามารถขับรถยนต์ในกรุงสยามได้.
ภาพนี้ช่วยให้เห็นความใหม่ของรถยนต์ในเวลานั้นได้ชัดขึ้น เพราะไม่ใช่แค่การซื้อรถมาแล้วขับออกถนนได้ทันที แต่ต้องมีคนที่เข้าใจเครื่องยนต์ การเปลี่ยนเกียร์ และกลไกต่าง ๆ ซึ่งยังเป็นความรู้ใหม่สำหรับสังคมไทยในช่วงนั้น
อีกเส้นเรื่องสำคัญ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์กับรถจากยุโรป
หากรถของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีคือเรื่องของ “รถยุคแรกที่ปรากฏในสยาม” อีกเหตุการณ์หนึ่งที่มีหลักฐานรายละเอียดมากกว่าคือการสั่งรถจากยุโรปของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว.
แหล่งข้อมูลบางชุดระบุว่าเรื่องเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เมื่อพระองค์เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส และทรงซื้อรถเดมเลอร์จากฝรั่งเศส ก่อนนำกลับมาถวายพระราชบิดา โดยรถคันนี้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น รถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์สยาม.
แต่หลักฐานการสั่งซื้ออีกชุดระบุชัดถึงวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2447
เรื่องปีที่นำเข้ามีข้อมูลต่างกันอยู่ และนี่คือจุดที่ต้องระวัง ข้อมูลที่อ้างอิงประวัติจาก Mercedes-Benz ระบุหลักฐานการสั่งซื้อรถ Mercedes ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส โดยรถถูกจัดส่งถึงสยามเมื่อ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2447 และระบุผู้รับปลายทางเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยาม.
รถคันดังกล่าวเป็น Mercedes รุ่น 28 HP เครื่องยนต์ 4 สูบ โดยแหล่งข้อมูลระบุหมายเลขแชสซี 2397 และหมายเลขเครื่องยนต์ 4290 ถือเป็นรายละเอียดทางเอกสารที่ชัดเจนกว่ารถยุคแรกของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี.
ดังนั้น หากพบข้อมูลที่ระบุทั้ง พ.ศ. 2444 และ พ.ศ. 2447 ไม่ได้หมายความว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องถูกแต่งขึ้นทั้งหมด แต่อาจเกิดจากการเล่ารถคนละคัน หรือการอ้างเหตุการณ์คนละช่วงของการสั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์พระที่นั่ง อย่างไรก็ตาม สำหรับรถ Mercedes 28 HP ที่มีรายละเอียดการสั่งซื้อชัดเจน หลักฐานที่ตรวจสอบได้ระบุวันที่มาถึงสยามใน พ.ศ. 2447.
“แก้วจักรพรรดิ” คือรถคันไหนกันแน่?
ชื่อ “แก้วจักรพรรดิ” เป็นอีกจุดที่ข้อมูลออนไลน์มักถูกนำมารวมกับคำว่า “รถยนต์คันแรกของไทย” ทั้งที่ควรแยกให้ชัดว่าเป็นเรื่องของรถยนต์พระที่นั่ง แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์หลายแห่งกล่าวถึงรถ Mercedes ในราชสำนักรัชกาลที่ 5 และรถที่ได้รับพระราชทานนาม “แก้วจักรพรรดิ” ในฐานะรถพระที่นั่งสำคัญของยุคนั้น.
หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพให้รายละเอียดอีกชุดว่า หลังจากรถพระที่นั่งคันแรกแล้ว ได้มีการสั่งรถยี่ห้อเดิมจากเยอรมนีเข้ามาอีกคัน เป็นรุ่นปี ค.ศ. 1905 สีแดง เครื่องยนต์ 4 สูบ 72 แรงม้า เดินหน้า 4 เกียร์ ถอยหลัง 1 เกียร์ และรถคันนี้ได้รับพระราชทานนามว่า “แก้วจักรพรรดิ”.
ข้อมูลนี้จึงทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษกับข้อความที่ว่า “Mercedes ที่นำเข้าปี พ.ศ. 2447 คือแก้วจักรพรรดิคันแรกทันที” เพราะแหล่งข้อมูลแต่ละแห่งใช้รายละเอียดรถพระที่นั่งไม่ตรงกันทั้งหมด สิ่งที่กล่าวได้มั่นคงกว่าคือ รถ Mercedes ที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงจัดหามาถวาย มีบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นยุครถยนต์พระที่นั่งของรัชกาลที่ 5 และชื่อแก้วจักรพรรดิเป็นชื่อสำคัญในประวัติศาสตร์ราชยานยนต์ไทย.
รถคันนี้ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซล
ข้อมูลที่แชร์กันบางแห่งระบุว่ารถพระที่นั่ง Mercedes ยุคแรกเป็น “เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ” แต่รายละเอียดนี้ไม่สอดคล้องกับหลักฐานรถ Mercedes 28 HP ที่มีการระบุเพียงว่าเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 35 แรงม้า และรถยนต์นั่งเครื่องยนต์ดีเซลของ Mercedes-Benz เกิดขึ้นในยุคหลังจากนั้นมาก.
ดังนั้น หากกล่าวถึงรถ Mercedes ยุคแรกของรัชกาลที่ 5 ควรใช้คำว่า “เครื่องยนต์ 4 สูบ” ตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และไม่ควรเติมคำว่า “ดีเซล” ลงไปโดยไม่มีหลักฐานรองรับ
จากของแปลก สู่รถยนต์พระที่นั่งและกระแสนิยมในพระนคร
เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเริ่มถูกใช้งาน รถยนต์ก็ได้รับความสนใจในหมู่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง และผู้มีฐานะมากขึ้น ความสะดวกและความรวดเร็วเมื่อเทียบกับรถม้า ทำให้ยานพาหนะชนิดใหม่นี้ไม่ได้อยู่ในสถานะของของแปลกจากตะวันตกนานนัก.
ต่อมาในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 มีการจัดกระบวน “โมเตอร์คาร์” จำนวนมากในพระนคร หลักฐานที่เผยแพร่เกี่ยวกับกระบวนรถในงานรัชมังคลาภิเษกกล่าวถึงรถจำนวนถึง 110 คัน สะท้อนว่าภายในเวลาไม่นาน รถยนต์ได้ขยายจากของหายากไม่กี่คันไปสู่พาหนะที่ชนชั้นนำจำนวนมากครอบครอง.
คนสมัยนั้นมอง “รถไม่ใช้ม้า” อย่างไร?
แม้จะชวนจินตนาการว่าผู้คนคงแตกตื่นเมื่อเห็นรถยนต์วิ่งผ่านเป็นครั้งแรก แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยที่ชัดพอจะยืนยันฉากประเภท “คนวิ่งหนี” หรือ “ประชาชนวิ่งตามรถ” ได้ จึงไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวมาเล่าเป็นข้อเท็จจริง
สิ่งที่หลักฐานสะท้อนได้ชัดกว่าคือ รถยนต์เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องเรียนรู้ตั้งแต่การขับไปจนถึงการซ่อม และในเวลาเพียงไม่กี่ปี ความนิยมก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากรถรูปร่างประหลาดที่ขึ้นสะพานแทบไม่ได้ กลายเป็นรถพระที่นั่ง รถของพระบรมวงศานุวงศ์ และรถของผู้มีฐานะที่เริ่มพบเห็นมากขึ้นตามถนนพระนคร.
รถเยอะจนสยามต้องออกกฎหมายควบคุม
ความนิยมเพิ่มขึ้นถึงขั้นที่ใน พ.ศ. 2452 สยามมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์ เพื่อกำหนดเรื่องการจดทะเบียนและการใช้รถบนถนน แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับประวัติรถยนต์ระบุว่า ในช่วงนั้นมีรถยนต์นั่งและรถบรรทุกที่ต้องจดทะเบียนทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองรวมหลายร้อยคัน.
ภาพนี้แตกต่างจากช่วงที่รถคันแรก ๆ เพิ่งเข้ามาอย่างสิ้นเชิง เพราะภายในเวลาไม่นาน รถยนต์ได้เปลี่ยนจากเครื่องจักรที่ผู้คนแทบไม่รู้วิธีขับ กลายเป็นพาหนะมากพอที่รัฐต้องกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและจัดระเบียบการใช้ถนน
ตกลงแล้ว “รถยนต์คันแรกของไทย” เป็นของใคร?
หากถามถึง รถยนต์คันแรกที่เคยปรากฏในสยาม หลักฐานที่อ้างจาก สาส์นสมเด็จ บอกเพียงว่าเป็นรถรูปร่างคล้ายรถบดถนน ไม่ทราบยี่ห้อและเจ้าของดั้งเดิมแน่ชัด มีข้อสันนิษฐานว่าชาวต่างชาตินำเข้ามา ก่อนขายต่อให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี.
แต่หากถามถึง รถที่คนไทยมีหลักฐานการสั่งนำเข้าจากยุโรป และรถยนต์พระที่นั่งยุคแรก ชื่อสำคัญคือ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงจัดหารถจากยุโรปและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 5 โดยมีหลักฐานการสั่งซื้อรถ Mercedes ซึ่งมาถึงสยามเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2447 อย่างชัดเจน.
ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ได้มีคำตอบว่า “คนหนึ่งถูก อีกคนหนึ่งผิด” แต่เป็นประวัติศาสตร์คนละช่วงและคนละนิยาม เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเชื่อมโยงกับ รถยนต์ยุคแรกสุดที่มีการกล่าวถึงในสยาม ขณะที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์เชื่อมโยงกับ การนำเข้ารถที่มีหลักฐานชัดและจุดเริ่มต้นของรถยนต์พระที่นั่งในราชสำนัก การแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันจึงทำให้ภาพประวัติศาสตร์รถยนต์ไทยครบถ้วนกว่าการยกชื่อใดชื่อหนึ่งขึ้นมาเป็นคำตอบเพียงคำตอบเดียว
- โฆษณาชิ้นแรกในหนังสือพิมพ์ไทย "ขายอะไร?" ไม่ใช่สบู่-ยา-อาหาร แต่เป็นของที่คาดไม่ถึง!
- "ชื่อคน" ที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์คือใคร? ผ่านมา 5,000 ปี โลกยังจำวิธีเขียนชื่อเขาได้!

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



